Jakk Goodday on Nostr: “The most dangerous knowledge is what you think you already know.” ...
“The most dangerous knowledge is what you think you already know.”
ทำไมบางครั้งเรารู้สึกว่าชีวิตเราติดขัด ทั้งที่ดูเหมือนทุกอย่างกำลังไปได้ดี? หรือทำไมเราถึงรู้สึกว่ามีบางอย่าง "ขาดหาย" ทั้งที่เราก็พยายามพัฒนาตัวเองมาตลอด?
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ในสิ่งที่เรารู้... แต่อยู่ในสิ่งที่เรา "ไม่รู้ว่าเราไม่รู้" ต่างหาก
เรามักคิดว่าเรารู้จักตัวเองดีพอ เราเข้าใจความคิด ความเชื่อ และพฤติกรรมของเราเอง
แต่ความจริงก็คือ... โลกภายในของเรายังมี "ห้องลับ" ที่เราไม่เคยเปิดเข้าไปดู
นี่แหละคือ.. "สิ่งที่เราไม่รู้" (Unknown Unknowns) แม้แต่การมีอยู่ของมัน
เหมือนกับการเดินอยู่ในบ้านของตัวเองทุกวัน แต่ไม่เคยรู้ว่ามีประตูบานหนึ่งซ่อนอยู่หลังชั้นหนังสือ พอเปิดมันออกมา... เราจะพบว่ามีทั้งห้องที่เต็มไปด้วยแสงสว่าง และบางห้องที่มืดมิดจนเราไม่เคยคิดจะมองเข้าไป
แล้วทำไมต้องสนใจมันด้วย?
เพราะบางครั้ง... คำตอบของคำถามที่เราตามหามาตลอดชีวิตอาจอยู่ในห้องลับนั้นก็ได้ยังไงล่ะ
เรากำลังติดอยู่ในกรอบที่มองไม่เห็นหรือเปล่า?
ลองคิดดูสิ...
ถ้าเราอยู่ในห้องที่มืดสนิทมาตลอดชีวิต เราจะไม่รู้เลยว่ามันมืด เพราะสำหรับเราแล้ว นั่นคือ "ความปกติ"
แต่ถ้าวันหนึ่งมีแสงสว่างส่องเข้ามา เราจะเริ่มเห็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน และเมื่อเห็นมันแล้ว... เราจะไม่สามารถ “มองไม่เห็น” มันได้อีก
นี่แหละคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราเริ่มค้นหาสิ่งที่เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้
เราจะเริ่มเห็น "กรอบความคิด" ที่เราเคยยึดติดโดยไม่รู้ตัว
เราจะเริ่มตระหนักถึง พฤติกรรมซ้ำ ๆ ที่เราทำเพราะความเคยชิน ไม่ใช่เพราะมันจำเป็น
และเราจะพบว่า... ตัวตนของเรา ที่เราเคยเชื่อว่ารู้จักดี อาจเป็นแค่เศษเสี้ยวของสิ่งที่เราเป็นจริง ๆ
แล้วจะค้นหาสิ่งที่ "ไม่รู้ว่าเราไม่รู้" ได้ยังไง?
เราอาจลองเขียนสิ่งที่เราสังเกตเห็นเกี่ยวกับตัวเอง ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โต อาจจะเป็นความรู้สึกเล็ก ๆ ความคิดที่แวบเข้ามา หรือปฏิกิริยาต่อสถานการณ์บางอย่าง
ตัวอย่างเช่น..
วันนี้เรารู้สึกหงุดหงิดเมื่อเพื่อนพูดบางอย่าง ลองถามตัวเองว่า “มันกระทบอะไรในใจเรา?”
เราทำบางอย่างเพราะคิดว่า “ฉันต้องทำ” แล้วลองถามว่า “จริง ๆ แล้วใครเป็นคนกำหนดว่าฉันต้องทำ?”
เมื่อเขียนไปเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเห็น "รูปแบบ" ที่ซ่อนอยู่ภายในตัวเรา
เราอาจลองถาม เพื่อสำรวจมุมมองจากกระจกที่เราไม่เคยมอง
บางครั้ง... คนรอบตัวเราเห็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น
ลองถามเพื่อน ครอบครัว หรือคนที่เราไว้ใจว่า..
“คุณเห็นฉันเป็นคนแบบไหนในเวลาที่ฉันไม่รู้ตัว?”
“มีนิสัยหรือพฤติกรรมอะไรที่ฉันไม่รู้ว่าฉันทำบ้างไหม?”
คำตอบที่ได้อาจทำให้เราตกใจ แต่ถ้าเราเปิดใจรับฟัง เราจะเริ่มเห็น "ห้องลับ" ในตัวเองที่ไม่เคยรู้ว่ามีอยู่
เมื่อเราค้นพบ... จะเกิดอะไรขึ้น?
การค้นหาสิ่งที่เรา "ไม่รู้ว่าเราไม่รู้" ไม่ใช่การทำให้ตัวเองรู้สึกแย่ แต่คือ "การปลดปล่อย" ตัวเองจากข้อจำกัดที่เราไม่รู้ว่าเราสร้างมันขึ้นมา
เราจะเริ่มเห็นว่าบางสิ่งที่เคยคิดว่า “ฉันเป็นแบบนี้” อาจไม่ใช่ความจริง
เราจะเริ่มตระหนักว่าความเชื่อบางอย่างที่เคยยึดถือมาตลอดชีวิต อาจเป็นเพียงแค่เรื่องราวที่เราเล่าให้ตัวเองฟังซ้ำ ๆ
และที่สำคัญที่สุด... เราจะพบว่า เรามีทางเลือกมากกว่าที่เราเคยคิด
มันอาจจะไม่ง่าย มันอาจจะทำให้้รารู้สึกไม่สบายใจในตอนแรก
การยอมรับว่าเรายังมีสิ่งที่ “ไม่รู้” เป็นการเผชิญหน้ากับ อัตตา (Ego) ของตัวเอง ที่มักอยากให้เรารู้สึกว่า "ฉันรู้มากพอแล้ว" หรือ "ฉันเข้าใจทุกอย่างแล้ว"
แต่ในความเป็นจริง... การเติบโตที่แท้จริงมาจากการ ยอมรับช่องว่างแห่งความไม่รู้ และใช้มันเป็นแรงผลักดันให้เราเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ในชีวิต
การได้รู้จักตัวเองในแบบที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น คือก้าวแรกสู่การเป็น ตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด
เพราะบางครั้ง... การเติบโตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ได้มาจากสิ่งที่เรารู้ แต่มาจากการกล้าค้นหาสิ่งที่เรายังไม่รู้
#LifeShift #UnlockYourPotential #UnknownUnknowns #Siamstr

ทำไมบางครั้งเรารู้สึกว่าชีวิตเราติดขัด ทั้งที่ดูเหมือนทุกอย่างกำลังไปได้ดี? หรือทำไมเราถึงรู้สึกว่ามีบางอย่าง "ขาดหาย" ทั้งที่เราก็พยายามพัฒนาตัวเองมาตลอด?
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ในสิ่งที่เรารู้... แต่อยู่ในสิ่งที่เรา "ไม่รู้ว่าเราไม่รู้" ต่างหาก
เรามักคิดว่าเรารู้จักตัวเองดีพอ เราเข้าใจความคิด ความเชื่อ และพฤติกรรมของเราเอง
แต่ความจริงก็คือ... โลกภายในของเรายังมี "ห้องลับ" ที่เราไม่เคยเปิดเข้าไปดู
นี่แหละคือ.. "สิ่งที่เราไม่รู้" (Unknown Unknowns) แม้แต่การมีอยู่ของมัน
เหมือนกับการเดินอยู่ในบ้านของตัวเองทุกวัน แต่ไม่เคยรู้ว่ามีประตูบานหนึ่งซ่อนอยู่หลังชั้นหนังสือ พอเปิดมันออกมา... เราจะพบว่ามีทั้งห้องที่เต็มไปด้วยแสงสว่าง และบางห้องที่มืดมิดจนเราไม่เคยคิดจะมองเข้าไป
แล้วทำไมต้องสนใจมันด้วย?
เพราะบางครั้ง... คำตอบของคำถามที่เราตามหามาตลอดชีวิตอาจอยู่ในห้องลับนั้นก็ได้ยังไงล่ะ
เรากำลังติดอยู่ในกรอบที่มองไม่เห็นหรือเปล่า?
ลองคิดดูสิ...
ถ้าเราอยู่ในห้องที่มืดสนิทมาตลอดชีวิต เราจะไม่รู้เลยว่ามันมืด เพราะสำหรับเราแล้ว นั่นคือ "ความปกติ"
แต่ถ้าวันหนึ่งมีแสงสว่างส่องเข้ามา เราจะเริ่มเห็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน และเมื่อเห็นมันแล้ว... เราจะไม่สามารถ “มองไม่เห็น” มันได้อีก
นี่แหละคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราเริ่มค้นหาสิ่งที่เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้
เราจะเริ่มเห็น "กรอบความคิด" ที่เราเคยยึดติดโดยไม่รู้ตัว
เราจะเริ่มตระหนักถึง พฤติกรรมซ้ำ ๆ ที่เราทำเพราะความเคยชิน ไม่ใช่เพราะมันจำเป็น
และเราจะพบว่า... ตัวตนของเรา ที่เราเคยเชื่อว่ารู้จักดี อาจเป็นแค่เศษเสี้ยวของสิ่งที่เราเป็นจริง ๆ
แล้วจะค้นหาสิ่งที่ "ไม่รู้ว่าเราไม่รู้" ได้ยังไง?
เราอาจลองเขียนสิ่งที่เราสังเกตเห็นเกี่ยวกับตัวเอง ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โต อาจจะเป็นความรู้สึกเล็ก ๆ ความคิดที่แวบเข้ามา หรือปฏิกิริยาต่อสถานการณ์บางอย่าง
ตัวอย่างเช่น..
วันนี้เรารู้สึกหงุดหงิดเมื่อเพื่อนพูดบางอย่าง ลองถามตัวเองว่า “มันกระทบอะไรในใจเรา?”
เราทำบางอย่างเพราะคิดว่า “ฉันต้องทำ” แล้วลองถามว่า “จริง ๆ แล้วใครเป็นคนกำหนดว่าฉันต้องทำ?”
เมื่อเขียนไปเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเห็น "รูปแบบ" ที่ซ่อนอยู่ภายในตัวเรา
เราอาจลองถาม เพื่อสำรวจมุมมองจากกระจกที่เราไม่เคยมอง
บางครั้ง... คนรอบตัวเราเห็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น
ลองถามเพื่อน ครอบครัว หรือคนที่เราไว้ใจว่า..
“คุณเห็นฉันเป็นคนแบบไหนในเวลาที่ฉันไม่รู้ตัว?”
“มีนิสัยหรือพฤติกรรมอะไรที่ฉันไม่รู้ว่าฉันทำบ้างไหม?”
คำตอบที่ได้อาจทำให้เราตกใจ แต่ถ้าเราเปิดใจรับฟัง เราจะเริ่มเห็น "ห้องลับ" ในตัวเองที่ไม่เคยรู้ว่ามีอยู่
เมื่อเราค้นพบ... จะเกิดอะไรขึ้น?
การค้นหาสิ่งที่เรา "ไม่รู้ว่าเราไม่รู้" ไม่ใช่การทำให้ตัวเองรู้สึกแย่ แต่คือ "การปลดปล่อย" ตัวเองจากข้อจำกัดที่เราไม่รู้ว่าเราสร้างมันขึ้นมา
เราจะเริ่มเห็นว่าบางสิ่งที่เคยคิดว่า “ฉันเป็นแบบนี้” อาจไม่ใช่ความจริง
เราจะเริ่มตระหนักว่าความเชื่อบางอย่างที่เคยยึดถือมาตลอดชีวิต อาจเป็นเพียงแค่เรื่องราวที่เราเล่าให้ตัวเองฟังซ้ำ ๆ
และที่สำคัญที่สุด... เราจะพบว่า เรามีทางเลือกมากกว่าที่เราเคยคิด
มันอาจจะไม่ง่าย มันอาจจะทำให้้รารู้สึกไม่สบายใจในตอนแรก
การยอมรับว่าเรายังมีสิ่งที่ “ไม่รู้” เป็นการเผชิญหน้ากับ อัตตา (Ego) ของตัวเอง ที่มักอยากให้เรารู้สึกว่า "ฉันรู้มากพอแล้ว" หรือ "ฉันเข้าใจทุกอย่างแล้ว"
แต่ในความเป็นจริง... การเติบโตที่แท้จริงมาจากการ ยอมรับช่องว่างแห่งความไม่รู้ และใช้มันเป็นแรงผลักดันให้เราเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ในชีวิต
การได้รู้จักตัวเองในแบบที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น คือก้าวแรกสู่การเป็น ตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด
เพราะบางครั้ง... การเติบโตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ได้มาจากสิ่งที่เรารู้ แต่มาจากการกล้าค้นหาสิ่งที่เรายังไม่รู้
#LifeShift #UnlockYourPotential #UnknownUnknowns #Siamstr